ธ.ค.152010

โครงการการวิจัยและพัฒนาแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรที่ล้นตลาด(ลองกอง)

ความเป็นมา

           ลองกองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย  และเป็นพืชหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจและนิยมปลูกกันมากขึ้น เห็นได้จากอัตราการขยายตัวของพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง   โดยในปี  2545  มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งประเทศประมาณ  350,000  ไร่  และมีการขายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2541  ซึ่งมีพื้นที่ปลูกจำนวน  236,173  ไร่  ให้ผลผลิตรวม  ประมาณ  199,000  ตัน  ต้นทุนการผลิตประมาณ  4,700  บาทต่อไร่  แหล่งปลูกที่สำคัญของไทยคือ  ภาคใต้  ได้แก่  นราธิวาส  ยะลา  นครศรีธรรมราช  ชุมพร  ปัตตานี  ระนอง  สงขลา  พังงา  และภาคตะวันออก  เช่น  จันทบุรี  ระยอง  ตราด  ที่เหลือเป็นส่วนภาคอื่นๆ  เช่น  อุตรดิตถ์  เป็นต้น  ส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศ  จะมีการส่งออกต่างประเทศบ้างเล็กน้อย  เนื่องจากสภาพปัญหาผลผลิตคุณภาพต่ำและการหลุดร่วงของผลจากช่อ  รวมทั้งการเสื่อมคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวเร็ว  สีผิวจะเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีน้ำตาลไหม้  รวมทั้งมีอาการผลเน่าเร็ว   ในปัจจุบันผลไม้ประสบปัญหาราคาตกต่ำหลังจากที่มังคุด  เงาะที่เจอปัญหาแล้ว  เช่นในปี  2550 นี้ลองกองประสบปัญหาล้นตลาดถึง  80,000   ตัน   ซึ่งรัฐบาลได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนการตลาดโปรโมทช่วยซื้อ   “ ลองกอง ”    ผลไม้เศรษฐกิจจากพื้นที่  3  จังหวัด ชายแดนภาคใต้ได้แก่  ปัตตานี ,  ยะลา และนราธิวาส   เพื่อช่วยหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมมาตรการหนุนช่วยรองรับผลผลิตลองกอง  ปี  2550   เมื่อกล่าวถึง ผลไม้ ลองกองจัดเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งสารอื่นๆ  ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นต่อร่างกาย  ที่จะนำไปสู่สุขภาพที่ดี  ส่วนเรื่องคุณภาพลองกองนั้น  ลองกองเป็นผลผลิตมีคุณภาพดีที่สุด  มีเมล็ดน้อยหรืออาจจะไม่มีเมล็ดเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  3  ชนิด  คือ  ลองกองแห้ง  ลองกองน้ำ  ลองกองปาลาแม หรือลองกองแปร์แมร์ 

            ลองกองยังคงมีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรส่วนใหญ่ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทยที่นิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจของครอบครัว เมื่อภาครัฐบาลสามารถส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปลองกองก็ย่อมช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงของประเทศด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าว  วว.  จึงมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่ปลูกลองกอง ลดปัญหาราคาลองกองตกต่ำ  เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ  ผู้บริโภคได้มีผลิตภัณฑ์แปรรูปผลไม้ที่หลากหลายมากขึ้น  ขยายผลิตภัณฑ์เป็นผลไม้นอกฤดูกาล  เพื่อยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สามารถสนองตอบต่อความต้องการทางการตลาดของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตรวมทั้งเครื่องมือเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีกระบวนการผลิต   ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการ  และเป็นบันไดขั้นแรกของอุตสาหกรรมแปรรูปลองกองต่อไปในอนาคต

หลักการและเหตุผล

การพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปผลไม้ เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มความหลากหลายและเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้ได้  เนื่องจากผลไม้โดยส่วนใหญ่จะบริโภคสดหรือการแปรรูปโดยการทำแห้ง    ทำให้ผลไม้มีมูลค่าไม่สูงมากนักแต่ถ้านำมาแปรรูปจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น  โดยนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้มีความสำคัญมากขึ้น  สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้  ซึ่งลองกองเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติต่างๆ  มากมาย คือ  เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี  และฟอสฟอรัส  มีสรรพคุณในการลดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ การรับประทานลองกองเป็นประจำก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้เป็นไข้  ตัวร้อน  ป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนในขึ้นภายในปากอีกด้วย  ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกองมีการค้นคว้า  และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศยังมีน้อยมาก  ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีผลไม้(ลองกอง) เป็นจำนวนมาก  วว.  จึงวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่ปลูกลองกอง เพิ่มมูลค่าผลผลิต ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สามารถสนองตอบต่อความต้องการทางการตลาดของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

วัตถุประสงค์

1)  วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง (น้ำลองกองพร้อมดื่มเสริมสุขภาพ , ลองกองในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง, ลองกองแช่อิ่มอบแห้ง)

2)  พัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง

3)  ร่วมดำเนินการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง

4)  ทำการทดลองตลาดและถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง  (น้ำลองกอง-พร้อมดื่มเสริมสุขภาพ , ลองกองในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง,  ลองกองแช่อิ่มอบแห้ง)

สถานที่ตั้งโครงการอยู่ที่  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)

เลขที่ 35  หมู่  3  ตำบลคลองห้า  อำเภอคลองหลวง  จังหวัดปทุมธานี  12120

พิกัดที่ตั้ง   X = 100° 43′ 10.8″ E         Y = 14° 2′ 38.1″ N

แนวทางการดำเนินงาน

1. รวบรวมฐานข้อมูลทางด้านการเกษตรวิสาหกิจชุมชน  และโรงงานแปรรูปเป้าหมาย  และดำเนินการกำหนดและติดต่อกับผู้ประกอบการ/เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักเป้าหมายวิสาหกิจชุมชน  และโรงงานแปรรูปลองกองเป้าหมาย  เพื่อขอความร่วมมือในการวิจัยร่วมและการสนับสนุนวัตถุดิบตลอดจนการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบให้ตรงตามข้อกำหนด  GAP

2.  การศึกษากระบวนการแปรรูปวัตถุดิบเบื้องต้นเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง   เพื่อให้ได้สูตรผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง   เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

3.  ศึกษา  วิจัย  กระบวนการแปรรูปทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและระดับโรงงานนำทางในการผลิตผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกองสำเร็จรูป  โดยที่สามารถรักษารสชาติให้คงอยู่กับผลิตภัณฑ์และ/หรือเครื่องดื่ม

4.  ศึกษาสภาวะการเก็บอายุการเก็บและการประเมินของประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกองสำเร็จรูปเพื่อให้สามารถเก็บรักษาคุณภาพด้าน  สี  กลิ่น รส  คุณค่าทางโภชนาการให้คงอยู่กับผลิตภัณฑ์และ/ หรือเครื่องดื่ม

5.  บูรณาการชุดโครงการในการวิจัยและพัฒนาเป็นผลผลิตดังนี้

            -  เครื่องจักรต้นแบบแปรรูปการผลิตภัณฑ์และ/ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง

            -  บรรจุภัณฑ์ต้นแบบ  บรรจุผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพด้าน  สี  กลิ่น รส คุณค่าทางโภชนาการให้คงอยู่กับผลิตภัณฑ์นั้น

            -   ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์และ/หรือลองกองสำเร็จรูปเพื่อการศึกษาทดลองผลิตภัณฑ์  ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์

6. ศึกษาประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชน   เกษตรกรชาวสวนที่ปลูกลองกอง

7. การจดสิทธิบัตรและทำรายงานฉบับสมบูรณ์

ผลลัพธ์ที่ได้

  1. น้ำลองกองเข้มข้น
  2. น้ำลองกองพร้อมดื่ม
  3. ลองกองในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง
  4. ลองกองแช่อิ่มอบแห้ง
  5. เครื่องสกัดน้ำลองกอง
  6. เครื่องล้างและปลิดขั้วลองกอง

เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลองกอง ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูกาลแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตนอกฤดูกาลให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อันจะช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

แผนการดำเนินงาน

พื้นที่ดำเนินงาน

            1.  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)

                เลขที่  35  หมู่  3  ตำบลคลองห้า  อำเภอคลองหลวง  จังหวัดปทุมธานี  12120

    พิกัดที่ตั้ง    X = 100° 43′ 10.8″ E         Y = 14° 2′ 38.1″ N

            2.  เกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกผลไม้เป้าหมาย

            3.  ผู้ประกอบการและวิสาหกิจเป้าหมายที่ประสงค์รับเทคโนโลยี

งบประมาณโครงการ

งบประมาณประจำปี 2553 จำนวน    1,750,000 บาท

งบประมาณประจำปี 2554 จำนวน    4,314,000 บาท

ภาพผลงานโครงการ 

 การเปิดตัวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลองกองแก้ปัญหาผลผลิตตกต่ำให้เกษตรกร

ธ.ค.152010

โครงการวิจัย พัฒนา และนำร่องการผลิตกล้วยไม้สกุลวานิลลาเชิงพาณิชย์

ความเป็นมา

         วานิลลาเป็นพืชวงศ์กล้วยไม้ (ORCHIDACEAE) ฝักเมื่อนำไปบ่มมีกลิ่นหอมของวานิลลิน มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก และประเทศในแถบตะวันออกของทวีปอเมริกากลาง มีรายงานว่ามีมากถึงกว่า 200 สายพันธุ์ การกระจายพันธุ์อยู่ในเขตเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือ-ใต้ของเส้นศูนย์สูตร สายพันธุ์ที่มีคุณค่าทางการค้ามีอยู่เพียง 3 สายพันธุ์คือ

  1. Vanilla planifolia (Andrews.)
  2. วานิลลอน Vanilla pompona
  3. วานิลลาตาฮิติ Vanilla tahaitensis

  

ที่นิยมปลูกเป็นการค้ามากที่สุดคือ Vanilla planifolia (Andrews.) เรียกกันว่าวานิลลาพันธุ์การค้า ประเทศไทยมีวานิลลาพื้นเมืองขึ้นกระจายอยู่ 4 สายพันธุ์คือ 1. พลูช้าง หรือตองผา Vanilla siamensis Rolfe ex Kownie 2. เอาะลบ Vanilla albida Blume 3. สามร้อยต่อใหญ่ หรือ งด Vanilla pilifera Holttum และ 4.เถางูเขียว Vanilla aphylla Blume. ประเทศไทยรู้จักนำวานิลลาพันธุ์การค้าเข้ามาปลูกกว่า 30 ปีแล้ว โดยได้ปลูกทดลองในสถานีทดลองต่างๆของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร์และสหกรณ์

มูลนิธิโครงการหลวงได้ศึกษาทดลองการปลูกวานิลลาพันธุ์การค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 โดยสนับสนุนทุนวิจัยแก่นักวิชาการของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)ได้ศึกษาทดลองครั้งแรกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง ตำบลเทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบมีการเจริญเติบโตของวานิลลาพื้นเมือง (พลูช้าง) Vanilla simensis Blumes. ขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติ ซึ่งได้นำวานิลลาพันธุ์การค้า (Vanilla planifolia Andrews.) มาทดลองปลูกเพื่อศึกษาการเจริญเติบโต ภายใต้ร่มเงาต้นไม้ป่าธรรมชาติ และซาแรนพรางแสง 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ พบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีและสามารถให้ดอกในปีที่ 3 ของการปลูกด้วยต้นกล้าจากการปักชำต้น และจะออกดอกประมาณปลายเดือนมีนาคม ถึงเมษายน จะเร็วกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 1 เดือน เนื่องจากวานิลลาเป็นพืชเลื้อยสามารถมีอายุข้ามปีได้หลายปี จึงมีการศึกษาถึงวัสดุที่ใช้ทำค้างเกาะ ทั้งค้างมีชีวิตคือต้นไม้ที่ใบสามารถพรางแสงได้ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ (ต้น Facultalia ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว) พบว่าการใช้ค้างซีเมนต์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทีสุดในการปลูกวานิลลาเชิงการค้า การเปรียบเทียบการใช้วัสดุคลุมดินด้วยกาบมะพร้าวสับ พืชตระกูลถั่ว และหญ้า ไม่พบความแตกต่างในการเจริญเติบโตของวานิลลา  

หลักการ และเหตุผล   

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)ได้ทำการศึกษาวิจัยการผลิตวานิลลาที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง โดยการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจากมูลนิธิโครงการหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต การให้ผลผลิต และการบ่มฝักจนประสบผลสำเร็จ และปัจจุบันได้ขยายงานการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตไปยังศูนย์ต่างๆ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง (นับเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดในประเทศขณะนี้ และเป็นศูนย์เรียนรู้ศึกษาการผลิตวานิลลา) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ และพื้นที่ขยายผลโครงการหลวง บ้านโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่านเป็นต้น และได้รับการสนับสนุนงบประมาณขยายผลงานวิจัยสู่เกษตรกรจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษา วิจัย พัฒนา ทดสอบ และถ่ายทอดความรู้การผลิตวานิลลา เพื่อขยายผลสู่งานส่งเสริมให้แก่มูลนิธิโครงการหลวง ในการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรบนพื้นที่สูงและผู้สนใจทั่วไปในพื้นที่ภาคเหนือ  เพื่อทดแทนการนำเข้าวานิลลาที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ  โดยหาพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงทดแทนการทำการเกษตรที่ใช้พื้นที่มาก และ เพิ่มพื้นที่ป่าธรรมชาติ

สถานที่ตั้งโครงการอยู่ที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง หมู่บ้านขุนวาง ตำบลแม่วิน  อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่  

พิกัดที่ตั้ง       X = 98° 31′ 8″ E         Y = 18° 37′ 19″ N 

แนวทางการดำเนินงาน

การดำเนินการประกอบด้วย 2 แผนงาน

1      แผนงานพัฒนา ทดสอบ และส่งเสริมการผลิตวานิลลาของมูลนิธิโครงการหลวง

2      แผนงานพัฒนา ทดสอบ และนำร่องการผลิตวานิลลาเชิงการค้า   

เวลาดำเนินโครงการ เริ่มต้นตั้งแต่ ปี 2545 พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

งบประมาณโครงการ

     ปี 2551  = 1,000,000 บาท  (ใช้ร่วมกับโครงการเห็ดเขตหนาว)  

     ปี 2552  = 1,000,000 บาท  (ใช้ร่วมกับโครงการเห็ดเขตหนาว)  

     ปี 2553  = 900,000 บาท     (ใช้ร่วมกับโครงการเห็ดเขตหนาว)      

     ปี 2554  = 1,500,000 บาท    (ใช้ร่วมกับโครงการเห็ดเขตหนาว) 

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตวานิลลาธรรมชาติที่มีคุณภาพ
  2. เกิดการพัฒนาการประกอบอาชีพเกษตรเชิงอนุรักษ์ ลดพื้นที่การบุกรุกทำลายป่าธรรมชาติ
  3. ทดแทนการนำเข้าวานิลลาจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

 

ภาพผลงานโครงการ 

          การศึกษาการบ่มฝักวานิลลาพบว่าการประยุกต์วิธีการบ่มฝักของประเทศมาดากาสก้าร์โดยผ่านกระบวนการบ่มหลักๆ 4 ขั้นตอน คือ 1.Killing  2. Sweating  3. Slow drying และ 4. Conditioning สามารถทำให้ฝักวานิลลามีกลิ่นหอม สีของฝักเป็นสีช็อคโกเล็ตเข้ม ฝักมีความนุ่ม ความชื้นประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์ เมื่อนำไปวิเคราะห์ปริมาณสารวานิลลิน พบว่ามีประมาณ 2.21เปอร์เซ็นต์ ทัดเทียมกับต่างประเทศ ที่ผิวฝักพบผลึกสีขาวใสของวานิลลิน หรือเรียกกันว่า frost เกาะอยู่ ซึ่งบางประเทศใช้เป็นตัวบ่งบอกถึงคุณภาพฝักวานิลลาที่ดี

          ในปี 2549ได้มีการศึกษาทดลองปลูกในโรงเรือนพลาสติกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ระดับความสูง 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล พบวาสามารถให้ผลผลิตสูง และให้ผลผลิตต่อเนื่องทุกปี ฝักที่บ่มมีปริมาณสารวานิลลิน สูงถึงประมาณ 2.40 เปอร์เซ็นต์ แต่การสุกแก่ของฝักจะประมาณ 12 เดือน ซึ่งนานกว่าที่ศูนย์ป่าเมี่ยงประมาณ 2 เดือน ทำให้คาบเกี่ยวกับการออกดอกรุ่นใหม่ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธุ์ ทำให้ไม่สามารถตัดแต่งทรงต้นหลังเก็บเกี่ยวได้

          ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงได้ขยายผลการวิจัยสู่การผลิตเชิงการค้าโดยส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูง 8 ราย ปลูกในระบบโรงเรือนพลาสติก จากาการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และเกษตรกร 4 รายปลูกในระบบโรงเรือนพรางแสงที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

          ปัจจุบันผลผลิตจากการศึกษาทดลองวานิลลาได้ส่งจำหน่ายในรูปฝักวานิลลาบ่มผ่านฝ่ายตลาดของมูลนิธิโครงการหลวง และทดลองผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ในเมนูอาหาร เช่น น้ำเชื่อมวานิลลา น้ำเลมอนผสมวานิลลา และฟักทองวานิลลา ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ซึ่งผลผลิตฝักวานิลลาบ่มยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด คาดว่าจากการส่งเสริมให้เกษตรกรได้ผลิตมากขึ้น ในระยะเวลาอีก 3 – 4 ปี ข้างหน้า จะมีผลผลิตฝักวานิลลาบ่มของมูลนิธิโครงการหลวงประมาณปีละไม่น้อย กว่า 1,000 กิโลกรัม ซึ่งจะเป็นวานิลลาที่ผ่านกระบวนการบ่มที่ได้มาตรฐานที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ขุนวาง ต่อไป

          การศึกษาวิจัยเพื่อลดระยะเวลาการบ่มฝัก หรือการพัฒนาสายพันธุ์ที่ต้านทานโรคเน่าจากเชื้อรา และพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถให้ดอกผสมตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนช่วยผสมดอกนับว่ามีความจำเป็นในการปลูกวานิลลาเชิงการค้าของประเทศไทยและของโลก

การพัฒนาโครงการพบว่าบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ ในการผลิตวานิลลามีน้อยทำให้การขยายงานเป็นไปได้ช้า ด้วยการผลิตวานิลลาเป็นงานปราณีตและต้องดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และใช้เวลานานกว่าจะได้จำหน่ายผลผลิต เกษตรกรไม่คุ้นเคยประกอบอาชีพแบบเดิม และผู้บริโภคในประเทศส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับวานิลลาและการนำไปใช้ประโยชน์ยังน้อย

หน่วยงานรับผิดชอบ : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  35 หมู่ 3 เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า
   ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
  โทรศัพท์ 0-2577-9000
  โทรสาร 0-2577-9009
  196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
  โทรศัพท์ 0-2579-1121..30, 0-2579-5515, 0-2579-0160, 0-2579-8533
   โทรสาร 0-2561-4771, 0-2579-8533
  Call Center Tel. 0 2579 3000
  เว็บไซต์ โครงการวิจัย พัฒนา และนำร่องการผลิตกล้วยไม้สกุลวานิลลาเชิงพาณิชย์
พ.ย.242010

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กับมูลนิธิโครงการหลวง

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวหลายชนิดมากขึ้น จากการนำเข้าสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวจากต่างประเทศ เช่นเห็ดชิเมจิ เห็ดนางรมหลวง เห็ดนาเมโกะ เห็ดซึงิตาเกะ เห็ดนางรมดอย เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูเผือก และเห็ดไมตาเกะ มาศึกษาทดลองการเพาะเลี้ยงที่ ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมูลนิธิโครงการหลวงมอบหมายให้ วว. ดำเนินการวิจัย พัฒนา ทดสอบการเพาะเห็ดในระบบควบคุม หรือระบบปิดโดยควบคุมอุณหภูมิด้วยเครื่องทำความเย็น เพื่อทดลองตลาดผ่ายฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง เห็ดเขตหนาว และกึ่งเขตหนาว เห็ดบางชนิดได้ขยายผลสู่เกษตรกรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงต่างๆ เช่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง (ระบบปิดแบบประยุกต์) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม และสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นต้น ซึ่งระบบการผลิตด้วยระบบปิดแบบประยุกต์นี้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการเปิดดอกได้ดีกว่าการเพาะเห็ดระบบเปิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดอุณหภูมิในโรงเรือนเปิดดอกให้ต่างจากอุณหภูมิภายนอกได้ถึง 5-6 องศาในฤดูร้อน ทำให้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง สามารถผลิตเห็ดกระดุมนอกฤดูกาลได้ จากการใช้เทคโนโลยีการลดอุณหภูมิด้วยน้ำ

การหาพืชเชิงอนุรักษ์ก็เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่จะสามารถลดการทำลายป่าธรรมชาติ วว. ร่วงกับมูลนิธิโครงการหลวงได้ศึกษาการนำวานิลลาพันธุ์การค้ามาทดลองปลูกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ซึ่งประสบความสำเร็จสามารถเจริญเติบโต และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ฝักเมื่อบ่มแล้วมีกลิ่นหอมของวานิลลา และได้ขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง (ปลูกในระบบโรงเรือนควบคุม) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก และพื้นที่ขยายผลมูลนิธิโครงการหลวง อ.สันติสุข จ. น่านโดยปลูกผสมผสานไปกับร่มเงาของป่าธรรมชาติ การผลิตวานิลลาในระบบโรงเรือนได้ขยายผลเป็นการผลิตเชิงการค้ามากขึ้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวางนับเป็นแหล่งผลิตวานิลลาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และขยายผลให้เกษตรกรผลิตเชิงการค้าจำนวน 8 ราย (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติร่วมให้การสนับสนุนงบประมาณ) ซึ่งคาดว่า ในปี พ.ศ. 2555 จะสามารถมีผลผลิตวานิลลาบ่มของมูลนิธิโครงการหลวง ปีละประมาณ 1,000 กิโลกรัม (จากปัจจุบัน 50 กิโลกรัม)โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงจะเป็นแหล่งบ่มฝักวานิลลาและศูนย์เรียนรู้การผลิตวานิลลาครบวงจร

งานพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ วว. ได้ทำงานวิจัยร่วกับมูลนิธิโครงการหลวงในการจัดทำและออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผลผลิตสดของมูลนิธิโครงการหลวง เช่น บรรจุภัณฑ์ไม้ดอก บรรจุภัณฑ์ขายปลีกพลับ ซึ่งได้รับรางวัลบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยม Thai Star 2009 และ Asia Star 2009

ในอนาคต งานพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดของมูลนิธิโครงการหลวง จะเน้นการผลิตในระบบคุณภาพมาตรฐานสากล หรือระบบ GAP หรือ Global GAP การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดชนิดใหม่ๆ และการนำเห็ดจากป่าธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกป่าเพื่อใช้สอยและสร้างรายได้จากการเพาะเห็ดในป่าธรรมชาติด้านการผลิตวานิลลา เน้การขยายผลการผลิตเชิงการค้ามากขึ้นเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกวานิลลาผสมผสานกับป่าธรรมชาติ และแปลงปลูกกาแฟ เพื่อเป็นรายได้เสริม ร่วมกับหน่วยงานอื่นในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์จะเน้นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอินทรีย์ เช่นผักและพืชสมุนไพรอินทรีย์ของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อส่งออกไปต่างประเทศและตลาดในประเทศ